การเดินทางในอดีต
การเดินทางในสมัยก่อนสงครามโลกนั้น เนื่องจากยังไม่มีรถยนต์ใช้โดยทั่วไป ซึ่งผู้ที่มีรถยนต์ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาประกาศศาสนา ดังนั้นพาหนะในการเดินทางที่สำคัญคือ วัวเทียมเกวียน คุณแม่ทองใบ จิตปรีชาญ อดีตครูโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ได้เล่าให้ฟังว่า ช่วงก่อนสงครามโลก ครั้งยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม
ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมต้องเดินทางเข้ามายังตัวเมืองเชียงราย เนื่องจากโรงเรียนใกล้เปิดภาคเรียนใหม่ ตอนนั้นอาศัยอยู่ที่อำเภอเวียงป่าเป้า การเดินทางจากเวียงป่าเป้าเข้ามายังตัวเมืองเชียงรายต้องอาศัยนั่งเกวียนมีประทุน โดยมีวัวคอยลาก ขณะนั้นถนนหนทางค่อนข้างลำบากมาก ช่วงไหนที่ฝนตกถนนแฉะ จนทำให้เกวียนต้องติดหล่ม คนบังคับวัวต้องตีวัวแรงๆ และหลายๆ ครั้ง เพราะวัวจะสู้แรงติดหล่มไม่ไหว ต้องใช้วิธีรุนแรงเพื่อบังคับให้วัวเดินหน้าต่อไป
เนื่องจากการเดินทางต้องใช้เวลาหลายวัน ดังนั้นการพักแรมค้างคืนระหว่างทางจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงต้องอาศัยนอนในล้อเกวียน โดยคืนแรกต้องพักแรมอยู่ที่บ้านป่าก๊อ คืนที่สองที่อำเภอแม่สรวย และคืนที่สามที่บ้านสวนดอก (ตำบลแม่กรณ์) หรือในตัวเมือง ดังนั้นใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้นถึง 3 คืน 4 วัน หนึ่งปีได้กลับบ้านหนึ่งครั้ง พอถึงเดือนมีนาคมช่วงปิดภาคเรียนจึงมีโอกาสได้กลับบ้านอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่ได้นั่งล้อเกวียนส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง เนื่องจากล้อเกวียนจะใช้ขนสัมภาระ ที่เหลือพอจะนั่งได้จึงมีอยู่ไม่มากนัก จึงให้เป็นที่นั่งสำหรับผู้หญิง ส่วนผู้ชายเองต้องอาศัยการเดินเท้าแทน เมื่อเทียบกับในปัจจุบันด้วยถนนหนทางที่สะดวกสบายขึ้น พาหนะในการเดินทางมีการพัฒนามากขึ้น การเดินทางจากอำเภอเวียงป่าเป้ามาตัวเมืองเชียงรายจึงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น












การเดินทางในอดีต